วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เปิดใจให้กว้าง อังกฤษไม่ยากอย่างที่คิด !

คำแนะนำ สำหรับคนอยากจะเรียนภาษาอังกฤษ
อย่า เริ่มด้วยการไปเปิดตำรายาก ๆ ภาษาอังกฤษทั้งหน้า ลายตา จนอยากจะลาตาย ไม่ดี ๆ มันเป็นการฆ่าตัวตายตั้งแต่เริ่มนะคะ หรือ พวกหลักการ ไวยากรณ์ ต่างๆ โอ้ยย อย่าเพิ่งค่ะ ลองวิธีง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้กันก่อนดีกว่าค่ะ
1.รอบตัวมีศัพท์
ปฏิเสธไม่ได้หรอกค่ะ ว่ารอบๆตัว ของเรานั้น มากมายไปด้วยศัพท์ทั้งนั้นนน แต่เรามักจะมองผ่านเลยไป ไม่สนใจเพราะคิดว่าคงไม่สำคัญ แต่ผิด ! ผิดถนัดเลยค่ะ เพราะไอ้ศัพท์รอบตัวเรานี่แหละ ชื่อก็บอกว่ารอบตัว ดังนั้นมันก็คือศัพท์ที่เราพบในชีวิตประจำวันไงคะ และศัพท์พวกนี้ก็พบในข้อสอบบ่อยซะด้วย เพราะข้อสอบก็คงไม่ใจดำเอาเรื่องจิ้งจกแอฟริกา หรือเรื่องกุดจี่กลายพันธุ์มาออก หรือถ้าออกจริงๆ ก็ช่างมันเท๊ออ
ดังนั้น พอสายตาเหลือบไปเห็นคำศัพท์คำไหน ก็จำไว้ในก้นบึ้งของหัวใจ หรือถ้าใครคิดว่าจำไม่ได้แน่ๆ หาสมุดเล่มเล็ก ๆ เล่มนึง มาจดไว้ค่ะ พอถึงบ้านก็ไปเปิด อย่าเพิ่งบ่นว่า ไม่เอาน่า ขี้เกียจจ ท่องไว้ค่ะ GAT GAT GAT หรือ นึกถึงใบแจ้งเกรด แล้วบอกว่าตัวเองว่าต้องเริ่มอย่างจริงจังซะที !!
พอไปเปิด เราก็จำไว้ พอผ่านไปทางนั้นอีกที เจอคำศัพท์คำนี้ ก็จะได้ร้องอ๋อ! เปิดไปเมื่อวานนี่นา เอ๊ะ แปลว่าอะไรน้า ( แต่วว นึกไม่ออกซะงั้น ) ไม่เป็นไรค่ะ ไม่แปลก ใครจะไปจำทุกอย่างได้ในครั้งเดียว ไม่งั้นเราก็คงไม่ต้องมีคำว่า ฝึกฝน ในพจนานุกรมแล้วล่ะค่ะ จำไม่ได้… อ๊ะ ก็ไม่เป็นไร ไปเปิดใหม่อีกรอบซิ อ๋อ มันแปลว่าอย่างนี้นี่เอง จากนั้น เราก็จะ จำ จ๊ำ จำ จำได้แล้ว เย่
สำหรับใครที่คิดว่า โอ๊ยย มันน่าเบื่อชะมัด เจอศัพท์ จดศัพท์ เปิดดิก จำ วัฏจักรมีแค่เนี้ย ไม่เร้าใจเล้ยย ย อารมณ์ศิลป์หน่อยเด้ ! แนะนำวิธีต่อไปค่ะ
2.ฟังเพลง
ลองโหลดเพลงสากลมาฟังดู ซักเพลง มั้ย ดนตรีเค้าก็เพราะนะพู่ว่า
อย่างเช่นเพลง
- Everything you do : M2M ทำนอง น่ารัก ๆๆ มากค่ะ
- Still believe in love : OST.Twilight ( พระเอกหล่อแล้วเพลงประกอบหนังยังเพราะอีกอะ ><” ) เป็นต้นจ้ะ
พอเราฟังเพลง เราก็คงอยากรู้ใช่มั้ย ว่าเพลงนั้นมันแปลว่าอะไร ความหมายยังไงน้า ..(ฮะ..! อะไรนะ ไม่อยากรู้เลยหรอ =O=! อยากรู้หน่อยเหอะ นะ นะ - -“ ) ก็เข้าไปเลย siamzone.com มีเนื้อเพลงทุกเพลงที่คุณต้องการค่ะ หรือว่า กูเกิ้ลดู พิมพ์ว่า “ เนื้อเพลง ..ใส่ชื่อเพลงของคุณ..) เอนเทอร์ ก็จะเจ๊อะทันทีค่ะ
จากนั้น ตอนเราฟังเพลง ก็เปิดเนื้อเพลงไปด้วย แล้วร้องตามค่ะ บางคนบอกว่า เปิดเนื้อเพลงไปด้วยร้องไปด้วย ก็ยังไม่เข้าใจความหมายอยู่ดี ไม่แปลกค่ะไม่แปลก แบบว่าครั้งนึงพู่อารมณ์เศร้ามากก อกหักสด ๆ แล้วแบบ 4shared เลยค่ะ หาเพลงเศร้าๆ ซักเพลงซิ พิมพ์ไปเลยชื่อเพลงแบบ เศร้าสุด ๆ - -“ ปรากฏออกมา เป็นเพลงแดนซ์ซะงั้นอะ - - จะเต้นออกมั้ยเล่า !! หายเศร้าเลยอะ ขำแทน ๕๕๕
นั่นแหละ ( นอกเรื่องตลอดด ) จะบอกว่า บางทีเราก็เดาความหมายจากทำนอง หรือจังหวะของเพลงไม่ได้ใช่มั้ย เพราะงั้น เราก็ไปหาดิกชันนารีมาซะ ถือไว้ในมือคนละเล่ม แล้วเปิดศัพท์ที่ไม่รู้ แล้วลองเดา ๆ ความหมายประโยคดู เห้ยอย่าดูถูกนะเว้ยย ศัพท์ในข้อสอบของพู่อะ ปรากฏในเพลงเยอะมากก ( อันที่จริงต้องบอกว่า ศัพท์ในเพลงไปปรากฏในข้อสอบเยอะมากกว่า - - ) แล้วจะรู้สึกขอบคุณนักร้องขึ้นมาทันทีค่ะ
แถมถ้าเรารู้ความหมายของเพลงแล้ว เราก็สามารถเอาเพลงนั้นไปร้องจีบสาว( หรือหนุ่ม ) แบบไม่ต้องอายว่าจะเดาความหมายเพลงผิดอีกต่างหาก หุ หุ
แต่.. !! แต่ถ้าเสื้อคุณสกรีนคำว่า ‘ กูฟังเพลงไทย’ แล้วล่ะก็ .. เอิ่ม - -“ ไม่เป็นไรค่ะ ลองวิธีต่อไปนี้ดู ..
3.ดูหนัง
ไม่ใช่รักแห่งสยาม หรือเหยินเป๋เหล่ นะคะ - - ( สองเรื่องที่ว่าดูได้ค่ะ แต่ไม่ใช่ในชั่วโมงเรียนภาษาอังกฤษค่ะ เข้าใจมั้ย !! ) แต่พู่กำลังพูดถึง แท่น แท๊นน !! ใช่แล้วค่ะ หนังฝรั่ง นั่นเองงง
จะบอกว่าหนังฝรั่งน่าสนใจนะเออ เพราะว่ามีทุกแนวค่ะ ไม่ใช่แค่แนวรัก เลิก อะไรวนไปวนมาแต่ว่ามีทั้งหนังครอบครัว เพื่อน หนังให้กำลังใจ หรือแบบพล็อตเรื่องง่ายๆ แต่ก็ทำให้น่าสนใจขึ้นมาได้
อย่างเช่น วันก่อน พู่ดูหนังเรื่อง JUNO โจ๋ป่องใจเกินร้อย คือเป็นหนังเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงคนนึงค่ะ ที่ตั้งท้อง แล้วก็หาวิธีจัดการกับลูกของเธอ แทนที่จะไปทำแท้ง พู่ว่าก็สอนใจดีนะ แบบว่าเหมาะสำหรับวัยรุ่น วัยเอ๊าะๆ แบบเรา ( ฮุ ๆ ขอเด็กไว้ก่อน )
หรือดูเรื่องมหาลัยคนแห้ว อันนี้ดูนานแล้วค่ะ ประมาณว่าเป็นคนกลุ่มนึงที่เอ็นท์ไม่ติดมหาลัย ( !!! ) แล้วก็เลยเปิดที่เรียนกันเองซะเลย ( ในหนังนี่มันง๊ายย ง่ายเนาะ -0- ทำเองในประเทศไทยได้มั้ยเนี่ย จะได้ไม่ต้องไปยุ่งกับ Gat Pat ) แต่สุดท้ายก็จบโคตรซึ้งเลยค่ะ แบบว่า น้ำตาหยดแหมะ ๆๆ
วิธีการก็ง๊าย ง่าย ค่ะ ตรงไปที่ร้านเช่าหนัง เอาร้านที่แบบมี DVD นะคะ จากนั้นก็เลือกแนวที่อยากจะดูกันเล้ยย จ่ายตัง กลับบ้าน แล้วก็เปิดค่ะ !
ทำความเข้าใจกันก่อนนะ ว่าหนังเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่คุณเลือกมา และก็คงมั่นใจพอสมควรว่ามันจะสนุก ดังนั้น พู่ขอบังคับให้ทุกคน ดู 3 รอบขึ้นไปค่ะ ! อ่านไม่ผิดหรอกค่ะ อยากชอบภาษาอังกฤษ ต้องสละเวลากันซักหน่อย จริงมั้ย เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งเปิดหนี มาดูเหตุผลก่อนว่า ทำไมต้อง 3 รอบ
- รอบแรก : ดูทั้งเรื่องเป็นพากย์ภาษาไทยค่ะ ดูแบบตั้งใจให้เข้าใจทั้งเรื่องนะคะ ไม่ใช่ดูไปตัดเล็บเท้าไป แคะขี้หูไป อะไรงี้
เดี๋ยวไม่เห็นผลนะบอกไว้ก่อน
- รอบที่สอง วิธีที่ 1 : เลือกเป็นภาษาอังกฤษค่ะ แล้วเปิดซับภาษาไทยไว้ ให้โอกาสคนที่แอบเกาตูดไปดูไป เพราะถ้าเราฟังไม่ออก ไม่รู้ว่าฝรั่งสองคนนี้มันบ่นงึมงำอะไรกัน จำไม่ได้จากรอบที่แล้วด้วยสิ เราก็สามารถชะเง้อชะแง้สายตามองซับได้ไงคะ
- รอบที่สอง วิธีที่ 2 : เลือกฟังเป็นภาษาไทยแทน ( อันนี้เหมาะสำหรับคนที่ฟังเสียงฝรั่งแล้วลมจับ ) แล้วเปิดซับภาษาอังกฤษไว้ พอเค้าพูดอะไรออกมาจะได้รู้ว่า อ๋อออ ไอ้คำนี้ในภาษาอังกฤษมันเรียกว่างี้นี้เอง ยังไงล่ะคะ !
- รอบที่สาม : ก็ดูมันทั้งภาษาอังกฤษ แล้วเปิดซับภาษาอังกฤษไปด้วยเลยค่ะ เราจะได้รู้ว่า ตอนเค้าพูดน่ะ มันหมายถึงคำศัพท์คำนี้นะ หยั่งงี้ไงง !!

แล้วการดูหนังมันช่วยได้เยอะเลยนะ เพราะว่าคำศัพท์ที่เราเจอในหนัง มันจะมาพร้อมสถานการณ์ใช่มั้ย แบบว่าสมมติในหนังเป็นฉากนางเอกตบพระเอก จากนั้นพระเอกก็บันดาลโทสะจูบนางเอก ไปอย่างแรงหนึ่งที ผ่านไปสามนาที พระเอกก็สำนึกได้เมื่อนางเอกน้ำตาหยดแหมะลงบนหนวด เลยถอยตัวออกมา แล้วพูดว่า “ โอ้ว สมทรง ดำเกิง ขอโทษษ ( Somsong , I’m sorry ) ” น่านน เราก็จะเก็บไอ้ประโยคนี้ไว้ในมโนภาพ ว่าประโยคเนี้ยแปลว่า ผมขอโทษ แล้วก็จะจำได้จนตายเพราะพอเจอประโยคนี้ที่ไหน ภาพไอ้พระเอกหนวด ก็จะโผล่มาบอกว่า เนี่ยๆ ผมพูดตอนนี้ตอนขอโทษนางเอกไง จื่อได้บ่ เป็นต้นนน
4. อ่านหนังสือ
หนังสือที่ว่าก็คือหนังสือภาษาอังกฤษค่ะ ใช่แล้ว ภาษาอังกฤษล้วนๆ ทั้งเล่ม แต่ๆ อย่าเพิ่งกลัวค่ะ เพราะหนังสือที่พู่แนะนำก็คือ หนังสือของ Oxford ที่เป็นหนังสือส่งเสริมการอ่านอ่ะค่ะ ใครไม่รู้จัก ไป Se-ed ค่ะ แล้วถามพี่พนักงานเค้าว่า หนังสือส่งเสริมการอ่านของ Oxford อยู่ไหน ที่เป็นการ์ตูนๆ พี่เค้าก็พาไปหาเองแหละ
เริ่มด้วยเลเวลต่ำ ๆ ก่อน 1 หรือ 2 ก็ได้ค่ะ เพราะศัพท์หรือรูปประโยคจะไม่ยากเท่าไหร่ แล้วไม่ต้องกลัวนะคะ เพราะว่า มีแปลคำศัพท์คำต่อคำกันเลยทีเดียว แบบว่า อ่านไป ๆ เห้ยศัพท์คำนี้แปลว่าไรวะ เหลือบหางตาไปดูข้างๆ เค้าก็ประเคนศัพท์มาให้แล้วค่ะ แถมเรื่องที่ว่านี้เป็นการ์ตูน หรือเรื่องน่าสนใจไรแบบนี้ด้วย ก็เลยทำให้ไม่น่าเบื่อ เหมือนไปอ่าน Text

วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

การให้ช็อกโกแลตในแดนปลาดิบ เกิดขึ้นเมื่อไรนะ


การให้ช็อกโกแลตในแดนปลาดิบ เกิดขึ้นเมื่อไรนะ


ถึงแม้ว่าเทศกาลวาเลนไทน์จะเป็นเทศกลายที่เราได้รับอิทธิพลมาจากต่างประเทศ แต่ก็ถือว่าเป็นเทศกาลที่วัยรุ่นส่วนใหญ่ให้ความสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว อย่างในประเทศญี่ปุ่นนั้น เทศกาลวาเลนไทน์ถือว่าเป็นเทศกาลที่สำคัญมากๆ สำหรับวัยรุ่นโดยเฉพาะสำหรับสาวๆ ด้วยแล้วล่ะก็ วันวาเลนไทน์ถือว่าเป็นวันที่เปิดโอกาสให้แสดงความรู้สึกที่มีต่อหนุ่มๆ ด้วยการมอบช็อกโกแลตเทนใจให้ …






. . . เคยสงสัยรึเปล่าคะว่าทำไมสาวๆ แดนปลาดิบเค้าต้องนำช็อกโกแลตไปให้หนุ่มๆ ด้วย … บางคนอาจจะทายว่าเป็นการแสดงออกถึงความรักอันหวานซึ้ง แต่ความจริงแล้วการให้ช็อกโกแลตมีสาเหตุมาจากการโฆษณาของบริษัทขายขนมเท่านั้นเอง แต่ว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก ได้รับความนิยมสูงจนเป็นธรรมเนียมสืบเนื่องมายาวนานจนถึงปัจจุบัน








โดยที่มาของการให้ช็อกโกแลตนั้นเกิดขึ้นในปี 1938 บริษัทช็อกโกแลตชื่อ Morozoff คิดเคมเปญในการขายช็อกโกแลต โดยทำเอาธรรมเนียมการส่งของขวัญในวันวาเลนไทน์มาเผยแพร่ โดยโฆษณาว่า วันวาเลนไทน์ เป็นวันแห่งความรัก ควรจะมอบของขวัญให้แก่คนรัก และออกแคมเปญให้มอบช็อกโกแลตเป็นของขวัญ ในเวลานั้นโฆษณาดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จเท่าควร สินค้าที่ขายดีเป็นเพียงชอกโกแลตชั้นเล็ก ราคา 3 ชิ้น 50 เยน เท่านั้น








แต่หลังจากนั้นในปีปี 1958 ร้าน Mary's Chocolate นำแคมเปญนี้มาใช้อีกครั้ง และโฆษณาว่า ให้สาวๆ มอบชอกโกแลตเป็นของขวัญให้ผู้ชายกันเถอะ เหตุผลที่โปรโมทว่าให้ผู้หญิงเป็นผู้มอบช็อกโกแลตนั้น เพราะว่าแคมเปญจัดที่ห้างอิเซตันลูกค้าส่วนใหญ่ของห้างนี้เป็นผู้หญิง ในงานนี้มีการผลิตช็อกโกแลตรูปหัวใจ และรูปอื่นๆ ที่สวยงามเหมาะกับการให้เป็นของขวัญ แคมเปญนี้จัดขึ้นทุกปี จนบริษัทอื่นๆ ทำตาม



และในปี 1970 สมาคมช็อกโกแลตและโกโก้ของญี่ปุ่น (ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มักจะมีการรวมตัวกันเพื่อก่อตั้งเป็นชมรมหรือสมาคมเพื่อให้มีอำนาจต่อรองทางการค้า) ได้ประกาศให้วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นวันแห่งช็อกโกแลตซึ่งก็สอดคล้องกับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปีซึ่งเป็นวันวาเลนไทน์




ดังนั้นประเพณีให้ช็อกโกแลตในวันวาเลนไทน์ของญี่ปุ่น จึงมีต้นกำเนิดมาจากกลยุทธการตลาดของบริษัทขนมนั่นเองค่ะ ส่วนสาเหตุที่ทำให้ธรรมเนียมนี้ได้รับความนิยมต่อเนื่องยาวนานก็คงเป็นเพราะว่าชาวญี่ปุ่นชอบการให้และรับของขวัญอยู่แล้ว และชอบมากที่จะมีอาหารพิเศษในเทศกาลต่างๆ ดังนั้น แคมเปญนี้เรียกว่าจัดได้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมของญี่ปุ่นนั่นเอง



วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2553

ทำยังไงดีเมื่อมีปัญหา "ผมร่วง"

เราจะสังเกตได้จากเวลาที่เราสระผมจะมีผมจำนวนร่วงออกมา โดยส่วนใหญ่แล้วผมคนเราจะร่วงประมาณ 50 เส้นต่อวัน แต่ถ้าสาวๆ สังเกตแล้วว่าผมของเริ่มร่วงเยอะว่าปกติแล้วล่ะก็ คงจะต้องหาตัวช่วยในการบำรุงสุขภาพผมของเราซะหน่อยแล้วล่ะค่ะ




ทำยังไงดีเมื่อมีปัญหา "ผมร่วง"



โดยวิธีการดูแลสุขภาพผมนั้นสาวๆ ก็สามารถทำได้ง่ายๆ แค่ ควรนวดหนังศีรษะเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดเพื่อบำรุงรากผมบ้างถ้ามีเวลา และถ้าเป็นไปได้ควรทำความสะอาดผมอย่างสม่ำเสมอ และทุกครั้งที่ทำความสะอาดผมควรใส่ครีมบำรุงผมด้วยนะคะ



พี่เหมี่ยวจะบอกให้นะคะว่า นอกจากการบำรุงสุขภาพผมด้วยการทำทรีตเม้นต์และการอบไอน้ำแล้ว การเลือกรับประทานอาหารก็สามารถช่วยบำรุงเส้นผมของสาวๆ ได้ค่ะ สาวๆ ควรเลือกรับประทานอาหารและของที่มีประโยชน์ต่อเส้นผม เช่น ธัญพืช, ข้าวกล้อง, งาดำ, เมล็ดทานตะวัน, ฟักทอง



นอกจากนี้ยังควรรับประทานแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อรากผม เช่น Biotin ไบโอติน หรือ Vitamin H จัดเป็นวิตามินชนิดหนึ่งในกลุ่มวิตามินบีซึ่งจำเป็นสำหรับขบวนการใช้คาร์บอนไดออกไซด์ในร่างกาย ซึ่งช่วยบำรุงผิวหนัง ผม กล้ามเนื้อ และประสาท




อาหารที่มีไบโอตินอยู่มากได้แก่ ตับหมู ไตวัว เนื้อวัว ปลาเนื้อขาว น้ำมันปลา ข้าวกล้อง ข้าวโพด รำข้าวสาลี ไข่ นม เนย โยเกิร์ต ผักต่างๆ โดยเฉพาะดอกกะหล่ำ กระหล่ำปลี เห็ด และแครอทค่ะ … เห็นรึเปล่าค่ะว่าอาหารบำรุงผมทั้งหลายเป็นอาหารง่ายๆ ที่เราสามารถหารับประทานได้ทั่วไป
ทำยังไงดีเมื่อมีปัญหา "ผมร่วง"




ส่วนสาเหตุของการที่ร่างกายของสาวๆ ขาดไบโอตินนั้น อาจเกิดมาจากการรับประทานไข่ขาวดิบในปริมาณมากเป็นระยะเวลานานๆ อันเนื่องมาจากใน "ไข่ขาว" มีสารที่จะทำลายไบโอติน เมื่อร่างกายเกิดอาการขาดวิตามินนี้ก็จะทำให้เกิดเป็นโรคผิวหนัง ผิวหนังมีสีเทา อ่อนเพลีย โลหิตจาง มีโคเลสเตอรอลในเลือดสูงกว่าปกติ นอกจากนี้ยังมีแร่ธาตุอีกตัวหนึ่งที่เมื่อร่างกายขาดแล้วจะทำให้ผมร่วงก็คือ Zine ค่ะ
ได้ทราบกันแล้วนะคะว่ามีอาหารชนิดใดที่เป็นประโยชน์ต่อเส้นผมของสาวๆ บ้าง ดังนั้นก็ได้เวลาที่สาวๆ ก็ควรจะหันกลับมาใส่ใจสุขภาพผอมของตัวเองให้มากขึ้นแล้วล่ะค่ะ …




วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553








เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมถึงใช้อักษรย่อ No. แทน Number

ทั้ง ๆ ที่ไม่มีตัว o ในคำว่า Number
















หลาย ๆ คนอาจจะเคยสงสัยกันใช่ไหมว่า
ทำไมจึงชอบเขียนคำว่า No. เป็นคำย่อแทนคำว่า number
ซึ่งในความจริงแล้วมันไม่ได้เขียนเหมือนกันเลยซักหน่อย
วันนี้จะพาไปรู้จักที่มาว่าเหตุใดคนส่วนใหญ่จึงเขียนคำว่า Number เป็น No. แทน

















คำตอบคือ จริง ๆ แล้ว No. ไม่ได้เป็นอักษรย่อของ Numberนะสิ
No. นั้นเป็นอักษรย่อของ numero ซึ่งเป็นภาษาละตินแปลว่า number
ซึ่งถ้าเขียนเป็นภาษาอังกฤษ ก็จะเป็นคำว่า ablative
แปลเป็นภาษาไทย คือ จำนวน นั่นเอง
และนี่จึงเป็นที่มาของการใช้คำว่า No. แทน Number ครับบ

วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2552

รู้ไหม...ทำไมคนเราถึงต้้องมีเพื่อน


เพื่อนบางครั้ง.....
ก็ไม่สามารถช่วยดึงเราขึ้นมาได้


แต่พวกเขาก็จะ....
คิดหาทางไม่ให้คุณตกลงไป

วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2552

วันที่ 9 – 18 ธันวาคม 52 นี้จะมีการจัดกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 25

วันที่ 9 – 18 ธันวาคม 52 นี้จะมีการจัดกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 25







ครั้งแรกของประเทศลาว

กีฬาซีเกมส์ 2009 ในครั้งนี้ ถึงแม้จะถูกจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 25 แต่ก็ถือเป็นครั้งแรกของประเทศลาวที่ได้เป็นเจ้าภาพ ซึ่งเป็นมหกรรมกีฬาที่พี่น้องชาวลาวภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้เป็นอย่างมาก การแข่งขันในครั้งนี้สนุกสนานแน่นอน เพราะมีประเทศเข้าร่วมการแข่งขันถึง 11 ประเทศ ได้แก่ บรูไน , กัมพูชา, อินโดนิเซีย, ลาว, มาเลเซีย, พม่า, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ไทย, ติมอร์ตะวันออก และเวียดนาม

เวียงจันทน์เกมส์ ได้แต่ใดมา


ชื่ออย่างเป็นทางการของมหกรรมกีฬาซีเกมส์ 2009 ในครั้งนี้มีชื่อเต็มๆ ว่า “เวียงจันทน์ เกมส์” ซึ่งตั้งจากที่ตั้งของเมืองหลวงประเทศลาวนั้นก็คือ นครเวียงจันทน์นั้นเอง การเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ในครั้งนี้ ประเทศลาวได้รับสนับสนุน และแรงเชียร์จากหลายประเทศมากๆ ทั้งจากประเทศจีนที่สนับสนุนเงินกว่า 3 พันล้านบาทในการสร้างสนาม หรือจากประเทศไทยในการสนับสนุนอุปกรณ์กีฬาในการแข่งขัน




มาสคอต จำปา กับ จำปี

การแข่งขันในครั้งนี้มีสัตว์นำโชคที่น่ารักมากมาย โดยเป็นช้างเผือกงานิล 2 เชือก ตัวผู้ ชื่อ “จำปา” และตัวเมียชื่อ “จำปี” อีกทั้งยังมีคำขวัญที่สื่อถึงมิตรภาพของนักกีฬา คือ “ความมีน้ำใจ ไมตรีจิต ชีวิตสดชื่น”ที่เป็นภาษาลาว [ออกเสียงเป็นภาษาลาว หรืออีสานจะได้อรรถรสมากๆ ^_^]



สัญลักษณ์พระธาตุหลวง

สัญลักษณ์การแข่งขันเป็นรูป “พระธาตุหลวง” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของชาติ พระธาตุหลวง หรือพระเจดีย์โลกะจุฬามณี นับเป็นปูชนียสถานอันสำคัญยิ่งแห่งนครหลวงเวียงจันทน์ และเป็นศูนย์รวมใจของประชาชนชาวลาวทั่วประเทศ ตามตำนานกล่าวว่าพระธาตุหลวงมีประวัติการก่อสร้างนับพันปีเช่นเดียวกันพระธาตุพนมในประเทศไทย สถานที่นี้ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์สำคัญอย่างของประเทศลาว ดังปรากฏว่าตราแผ่นดินของลาวที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้มีรูปพระธาตุหลวงเป็นภาพประธานในดวงตรา





สนามกีฬาการแข่งขัน อลังการ

รัฐบาลลาวได้ลงมือลงแรงก่อสร้างสนามกีฬาแห่งชาติแห่งใหม่ในชื่อว่า “สนามกีฬาซีเกมส์ 2009” ในกรุงเวียงจันทน์ โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนเป็นเงิน 100 ล้านดอลล่าร์หรือ 3,400 ล้านบาท บริเวณชานกรุงเวียงจันทน์ซึ่งเป็นเนื้อที่เขตป่าเสื่อมโทรม เนื้อที่กว่า 300 ไร่ เพื่อเป็นสนามกีฬาหลัก ทั้งนี้สนามกีฬาแห่งชาติของลาวจะประกอบด้วยสนามกีฬากลางที่ใช้ในพิธีเปิดและ ปิดจุคนดูได้ 20,000 ที่นั่ง, สนามวอร์ม, อินดอร์สเตเดียม 2 หลัง, สระว่ายน้ำ, สนามเทนนิส, สนามยิงปืน





ภาษาลาววันละหลายๆ คำ [บ่เป็นหยั่ง แม่นบ่]

ดูเบื้องหน้า เบื้องหลังในการเป็นเจ้าภาพมหกรรมซีเกมส์ของประเทศลาวกันแล้ว พี่ลาเต้ ก็ขอทิ้งท้ายบทความนี้ด้วยศัพท์น่ารู้ๆ เกี่ยวกับภาษาลาว เผื่อน้องๆ ชาวเด็กดีมีโอกาสไปเชียร์กีฬาฯ จะได้ใช้กันถูกคร๊าบ.. เย้ เย้ ได้เวลาบ่าวน้อยลาเต้โชว์ภาษาถิ่นแล้ว





หากอยู่ที่ประเทศลาว เกิดปวดท้องขึ้นมา และต้องการหาห้องส้วม แนะนำว่าอย่าพูดว่า “ส้วม” เด็ดขาด เพราะที่นั้นจะหมายถึง “ห้องหอ” สำหรับบ่าวสาว แต่ให้พูดว่า “ไปนอก” แทน เพราะคำว่า “ไปนอก” ในภาษาไทยจะหมายถึง “ห้องน้ำ”


หากเชียร์กีฬาเสร็จเกิดกระหาย อยากทานน้ำสัก 1 แก้ว ให้รีบสั่งทันทีว่า “ขอน้ำ 1 จอก” เพราะขืนไปสั่งว่า “ขอน้ำ 1 แก้ว” จะได้น้ำมาเป็นขวดมาทันที เพราะภาษาลาวในการสั่งน้ำดื่ม คำว่า “แก้ว” จะหมายถึง “ขวด” ครับ อิอิ


เชียร์กีฬามาทั้งวัน เดินไปสนามโน่น สนามนี้ รองเท้าอาจจะพังได้ ทางที่ดีควรมีคู่สองสำรองไว้ แต่หากจะไปซื้อรองเท้าคู่ใหม่ ต้องระวัง !! เพราะเมื่อน้องๆ ถามหา “รองเท้า” แต่อาจจะได้ “ถุงเท้า” มาแทน เพราะคนที่นั่นเรียก “รองเท้า” ว่า “เกิบ” ส่วนถุงเท้าเรียก “ลองเท้า”

วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

นมช็อกโกแลต ชะลอการอักเสบ!!



คือมีการศึกษาพบว่า "การดื่มนมไม่มีไขมันกับโกโก้ชนิดมีสารฟลาโวนอยด์สูง อาจช่วยลดการอักเสบ หรือ




อาการธาตุไฟกำเริบ ทำให้หลอดเลือดมีสุขภาพดี เสื่อมหรืออุดตันช้าลง" โดยคณะนักวิทยาศาสตร์จาก




บาร์เซโลนา สเปน ทำการศึกษาในอาสาสมัครอายุ 55 ปีขึ้นไป 47 คนที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจ แบ่งกลุ่ม




ตัวอย่างเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งให้ดื่มซองผงโกโก้ขนาด 20 กรัมกับนมไร้ไขมันวันละ 2 ครั้ง




















อีกกลุ่มหนึ่งให้ดื่มแต่นมไร้ไขมันเปล่าๆ ติดตามไป 1 เดือน แล้วสลับกลุ่มทดลองแบบไขว้กัน คือ ให้กลุ่มดื่ม


นมช็อกโกแลตไปดื่มนมเปล่า และกลุ่มดื่มนมเปล่าไปดื่มนมช็อกโกแลต ผลการศึกษาพบว่า "กลุ่มที่ดื่มนม


ช็อกโกแลตมีสารเคมีที่บ่งชี้การอักเสบ หรือธาตุไฟกำเริบน้อยกว่า แถมยังมีโคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL)


สูงขึ้นมากกว่าคนที่ดื่มนมเปล่า"

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ตัวย่อภาษาอังกฤษน่ารู้






A
ASAP = As soon as possible = เร็วสุดเท่าที่เร็วได้


ATM = At the moment = ในตอนนี้ (ไม่ใช่ตู้ ATM นะ แต่ย่อเหมือนกัน)



B
BC = Because = เพราะว่า


BG = Big grin = (ยิ้มอยู่)


BOTOH = But on the other hand = แต่ในทางกลับกัน


BTDT = Bee n there, done that = ไปมาแล้วทำเรียบร้อยแล้ว


BTW = By the way = อย่างไรก็ตาม




C
COZ = Because = เพราะว่า


CU = See you = แล้วเจอกัน


CUL or CUL8R = See you later = แล้วเจอกัน




E
EZ = Easy = ง่าย




F
FAQ = Frequently asked questions = คำถามที่ถามบ่อย


FYI = For your information = แจ้งเพื่อรับทราบ




G
GJ = Good job = ทำได้ดีมาก!


GL = Good luck = โชคดีนะ


GRT = Great = เยี่ยม!


GW = Good work = ทำได้ดีมาก




H
HAND = Have a nice day = โชคดีนะ




I
IC = I see = เข้าใจล่ะ
IMO = In my opinion ฉันคิดว่า...


IMPOV = In my point of view = ฉันคิดว่า....


IOW = In other words = ถ้าจะพูดอีกอย่างก็..


IRL = In real life = ในชีวิตจริง




J
JIC = Just in case = เผื่อไว้


JTLYK = Just to let you know = แค่บอกให้รู้ไว้




K
KIS = Keep it simple = เอาง่ายๆ


KIT = Keep in touch = ติดต่อกันอีกนะ




L
LOL= Laughing out loud = หัวเราะ




N
NBD = No big deal = ไม่มีปัญหา เรื่องเล็กน้อย


NP = No problem = ไม่มีปัญหา


NVM = Never mind = ไม่เป็นไร




O
OMG = Oh my god = โอ้ พระเจ้า




P
PCM = Please call me = โทรมาหาที


PLS = Please = ได้โปรด


PLZ = Please = ได้โปรด




Q
Q = Question = คำถาม




S
SIT = Stay in touch = แล้วติดต่อกันใหม่


SOZ, SRY = Sorry = ขอโทษที


SYS = See you soon = แล้วพบกันใหม่




T
THX = Thanks = ขอบใจจ้า


TIA = Thanks in advance = ขอบคุณล่วงหน้า


TY = Thank you = ขอบคุณ




U
U = You = คุณ




W
WB = Welcome back = ขอต้อนรับกลับมา


WFM = Works for me = สำหรับฉันแล้วได้ผลนะ




X
XOXO = Hugs and kisses = รักนะจุ๊บๆ




Y
Y = Why = ทำไมหละ


YW = You are welcome ด้วยความยินดี






วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2552

เครียดดดดดดดดดดด

สอบ GAT มา

สงสัยจะผิดเยอะ

เพราะเราไม่รอบครอบ

เข้าใจผิด*



แล้วเราจะแก้ทำไม


มันถูกอยู้แล้ววววววววววว




เครียดจ้า//////

วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2552

เคล็ดลับ 10 ประการพิชิต Admission

เคล็ดลับ 10 ประการพิชิต Admission



1. สร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง: น้องๆ ต้องมองโลกในด้านบวกให้กับสิ่งที่น้องๆ ต้องการและตั้งใจแน่วแน่ในการกระทำเพราะข้อสอบไม่ว่าจะยากเท่าไหร่ก็ไม่ยากเกินความพยายาม



2. ประเมิณความสามารถของตัวเอง: น้องๆ ต้องพิจารณาว่าคณะวิชาที่น้องเลือกนั้น น้องมีพื้นฐานความรู้ในวิชาที่จะใช้สอบมากน้อยเพียงใด การแข่งขันของคณะวิชานั้นสูงแค่ไหน และประเมินจากเวลาที่เหลือที่น้องๆ จะใช้ในการเตรียมตัวว่าพอเพียงหรือไม่



3. แบ่งเวลาในการดูหนังสือ และกิจกรรมต่างๆ ให้ลงตัว: เวลาผ่านไปแล้วไม่สามารถเรียกกลับมาได้น้องๆ ต้องพยายามแบ่งเวลาในการทำกิจกรรมต่างๆ ให้เหมาะสมโดยให้เวลากับอ่านหนังสือเป็นหลัก แต่ก็ต้องไม่ลืมที่จะผ่อนคลายโดยการออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมที่น้องๆ ชอบด้วย



4. วางแผนจัดการชีวิตให้ลงตัว: ข้อนี้จะคล้ายกับการแบ่งเวลาแต่จะลงรายละเอียดเยอะกว่าโดยน้องๆ จะต้องวางแผนการดำเนินชีวิตในแต่ละวันว่าจะต้องทำอะไรบ้างเพื่อที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในเป้าหมายที่น้องตั้งเอาไว้



5. เอาชนะตัวเอง: ข้อนี้เป็นข้อที่ยากที่สุด เพราะถ้าน้องๆ เอาชนะตัวเอง เอาชนะความเกียจคร้าน สร้างวินัยให้กับตนเอง สร้างกำลังใจให้กับตัวเองไม่ได้ น้องๆจะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เลย



6. ขจัดความกังวลออกไป: เมื่อน้องๆ เริ่มลงมือเตรียมตัวเพื่อสอบต้องตัดความกังวลที่มีอยู่ออกไปให้หมด อย่ากังวลถึงอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้น อย่าคิดว่าทำไม่ได้ น้องๆต้องคิดว่าเมื่อมีความพยายาม ต้องมีความสำเร็จ



7. ทำตัวให้สนุกกับการอ่านหนังสือ: อย่ามองว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย แต่ให้มองว่าเป็นเรื่องที่สนุกสนานทำให้เราประเทืองปัญญา ทำให้เราเป็นคนที่รอบรู้ สามารถเข้าสังคมได้อย่างไม่อายใครและเป็นที่ยอมรับในอนาคต




8. ให้รางวัลกับตัวเองบ้าง: รางวัลในที่นี้คงไม่ได้หมายถึง เงินทอง เพชรพลอย แต่หมายถึงการทำกิจกรรมที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย กิจกรรมที่ทำแล้วสบายใจ เช่นการร้องคาราโอเกะ ดูหนัง ฟังเพลง




9. สร้างสิ่งแวดล้อมให้เป็นแรงกระตุ้น: อาจจะทำได้โดยการรวมกลุ่มกันอ่านหนังสือกับเพื่อนๆ เพื่อที่จะแลกเปลี่ยนความคิดและทบทวนในสิ่งที่เรากำลังอ่าน นอกจากจะทำให้เราอยากอ่านหนังสือแล้วยังทำให้เราประเมิณตัวเองได้อีกว่ายังต้องพยายามมากขึ้นอีกแค่ไหน




10. ให้โอกาสตัวเองอยู่เสมอ ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร: ทางเลือกในการเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยมีอยู่มากมาย ทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐบาล และเอกชนถึงน้องจะพลาดหวังจากทางเลือกนึงก็ยังที่ทางเลือกอื่น

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2552

4 'อย่า” เมื่อคุณจะนอน

'อย่า” เมื่อคุณจะนอน



• อย่าที่ 1 คือ อย่านอนหลับไปพร้อมๆ กับนาฬิกาข้อมือ ก็เพราะขณะที่นาฬิกาเจ้ากรรมทำงานไปเรื่อยๆ นั้น เจ้านาฬิกาไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ล้วนปล่อยพลังงานทั้งสิ้น เชื่อมั้ยว่าการใส่นาฬิกาข้อมือนอน จะมีผลต่อสุขภาพระยะยาวเลย



• อย่าที่ 2 นี่ สำหรับพวกชอบคุยโทรศัพท์มือถือจนหลับโดยเฉพาะเลย ไม่ควรนอนหลับไปพร้อมๆ กับโทรศัพท์เท่านั้น แต่หมายรวมไปถึงการวางโทรศัพท์มือถือไว้ใกล้ๆ ตัวด้วย บางคนที่ชอบใช้มือถือเป็นนาฬิกาปลุกยามเช้า กรุณาเก็บมือถือของท่านไว้ให้ใกลตัวที่สุดเมื่อจะนอนซะเถอะ ไปหาซื้อนาฬิกาปลุกถูกๆ ดีๆ เก๋ๆ มาใช้ดีกว่า เพราะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ระบุว่า โทรศัพท์มือถือเครื่องจิ๋วเนี่ย จะปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาขณะเปิดเครื่องไว้ และเจ้าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเหล่านี้ มีผลกับระบบประสาทซะด้วยสิ เพราะฉะนั้น ตอนนอนก็ปิดโทรศัพท์มือถือซะดีกว่า พอปิดโทรศัพท์มือถือเรียบร้อยแล้ว จะวางไว้ใกล้หรือไกลก็หายห่วง




• อย่าที่ 3 ง่ายๆ สั้นๆ คือ อย่าหลับพร้อมๆ กับเครื่องสำอาง ไม่ว่าจะเหนื่อยอ่อนเมื่อยล้าขนาดไหน ต้องล้างเครื่องสำอางออกให้หมด เพราะการหลับทั้งๆ ที่เครื่องสำอางยังคาอยู่ที่ผิวหน้านั้น จะก่อให้เกิดปัญหาด้านผิวพรรณระยะยาว กลางคืนคือช่วงเวลาที่ผิวพรรณจะได้พักผ่อนบ้างนะค่ะ




• อย่าที่ 4 (สำหรับสาวๆ เท่านั้น) คือ อย่านอนหลับทั้งๆ ที่ยังใส่ยกทรง นักวิ ทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน ค้นพบว่าการใส่ยกทรงนานเกิน 12 ชั่วโมง จะเป็นการเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งทรวงอกได้ ฉะนั้น ก็อย่าใส่ยกทรงนอนเลย ไม่ต้องกลัวเสียทรง ไม่ต้องกลัวอกแบะ ห่วงชีวิตไว้ก่อนดีกว่า

วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552

วันเยาวชนแห่งชาติ





วันเยาวชนแห่งชาตินี้เกิดขึ้นจากการที่องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้ปี พ.ศ. 2528 เป็นปีเยาวชนสากลค่ะ เพื่อที่จะมุ่งเน้นให้เยาวชนที่มีอายุระหว่าง 15 - 25 ปี ตระหนักถึงความสำคัญของตนเองที่จะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต และสามารถช่วยสร้างเสริมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม
และที่สำคัญ วันที่ 20 กันยายน ยังเป็นวันมงคลอย่างยิ่ง เนื่องมาจากเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์ในพระบรมราชจักรีวงศ์สองพระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ซึ่งทั้งสองพระองค์ได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติในขณะที่ยังทรงพระเยาว์

จึงถือเป็นวันสิริมงคลที่เยาวชนควรสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของทั้งสองพระองค์ ทางคณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2528 กำหนดให้วันที่ 20 กันยายนของทุกปีเป็นวันเยาวชนแห่งชาติ
วันเด็กยังมีคำขวัญประจำทุกปี วันเยาวชนแห่งชาติก็มีคำขวัญเช่นกันค่ะ โดยองค์การสหประชาชาติเค้าใช้คำขวัญว่า “Participation, Development and Peace” ซึ่งถอดความเป็นภาษาไทยว่า “ร่วมแรงแข็งขัน ช่วยกันพัฒนา ใฝ่หาสันติ” ซึ่งมีความหมายที่ดี และสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตจริง


วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552

10 มหาวิทยาลัยยอดนิยมจัดตามอันดับแล้ว โดยมหาวิทยาลัยมหิดลโพลเดือนส.ค. 2552 จากโรงเรียนมัธยมชั้นนำทุกภูมิภาคและกรุงเทพมหานคร/ปริมณฑล


อันดับ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อันดับ 2 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อันดับ 3 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

อันดับ 4 มหาวิทยาลัยมหิดล

อันดับ 5 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

อันดับ 6 มหาวิทยาลัยศิลปากร

อันดับ 7 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

อันดับ 8 มหาวิทยาลัยขอนแก่น

อันดับ 9 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

อันดับ 10 มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด)


********************************5 คณะยอดนิยมของเยาวชนชาย คือ

คณะวิศวกรรมศาสตร์ 16.2%

คณะแพทย์ศาสตร์ 15%

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ 8.4%

คณะนิติศาสตร์ 7.9%

คณะรัฐศาสตร์ 7.4%

ส่วนเยาวชนหญิงนั้น คือ

คณะอักษรศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ และคณะมนุษยศาสตร์ 20.4%

คณะนิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ และคณะสื่อสารมวลชน 17.3%

คณะบัญชี 7.6%

คณะรัฐศาสตร์ 5.2%

คณะพยาบาลศาสตร์ 4.6%

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2552

The Giant Cat Fish

Every year, at Hat Krai Village of the northernmost province of Chiang Rai between April and May, Thai and Laotian fishermen will be very busy casting their 250-metre long nylon net to catch the Gian Catfish in the Mekong River



The Giant Catfish is known in Thai as “Pla Buk”. This giant of freshwater and the King of Mekong River can grow up to 300 kilogrammes and 3 metre after 15 years. During this period of the year as it is the mating season the fish will migrate up the river to spawn. Unfortunately, on the way they become the victims of the deathtrap laid by the fishermen of the two countries.



In fact, before catching the fish, the Brahmin rituals must be held in order to please the Father-spirit of Pla Buk. It is believed ceremony. After performing the rituals, Thai and Laotian fishermen will build temporary bamboo shelter on their respective islands. After each crew has offered a chicken and local-made liquor to the guardian spirit of their boat, they then burn a special herb to drive away the evil ghosts from the net. Not the hunting begins.



The fishing rotation is decided by a draw. Everybody is waiting for his turn enthusiastically and immediately after a Thai team has gone, a Laotian boat is ready to push off.



It is said that the problem in its flesh is good for nourishing the brain much more than any other animal protein and it is also believed that whoever tastes the fish will have a long life and become clever. So its meat has become favourite and expensive dish served in leading restaurants in nearby province and also in Bangkok. Each season about 25-30 giant catfishes will be caught by fishermen of the two countries.



he fishing season also attracts a lot of attention from both local and foreign tourists who are enthusiastic to see the freshwater monster. Unless the fish faces extinction, the fishing season will be carried on from generation to generation of both countries.







ปลาบึก

ทุกๆ ปีระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ที่หมู่บ้านหาดไคร้ในจังหวัดเชียงรายซึ่งอยู่เหนือสุดของประเทศ ชาวประมงไทยและลาวจะยุ่งอยู่กับการวางอวนไนลอนที่มีความยาวถึง 250 เมตร เพื่อจับปลาบึกในลำน้ำโขง

The Giant Catfish นี้ภาษาไทยเรียกว่า “ปลาบึก” ซึ่งเป็นปลาน้ำจืดขนาดใหญ่และเป็นราชาแห่งลำน้ำโขง เพราะว่ามันสามารถเจริญเติบโตจนมีน้ำหนักถึง 300 กิโลกรัม และมีขนาดลำตัวยาวถึง 3 เมตร หลังจากอายุได้ 15 ปี ในช่วงระยะเวลานี้ของปีซึ่งเป็นฤดูวางไข่ ปลาบึกจะว่ายทวนน้ำขึ้นไปวางไข่ อนิจจา! ในระหว่างการเดินทางไปวางไข่นี้เองที่เจ้าแห่งลำน้ำโขงต้องมาสังเวยชีวิตให้กับชาวประมงทั้ง 2 ประเทศนี้

ที่จริงแล้วก่อนที่จะเริ่มจับปลานี้ จะต้องมีการจัดพิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์เสียก่อน เพื่อเป็นการเอาใจเจ้าพ่อปลาบึก เป็นที่เชื่อกันว่า ตลอดฤดูกาลจับปลานี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับพิธีเริ่มนี้ด้วย หลังจากเสร็จพิธีกรรมแล้วชาวประมงไทยและลาวก็จะทำการสร้างที่พักชั่วคราวด้วยไม้ไผ่บนฝั่งในประเทศของตน และหลังจากที่ลูกเรือแต่ละคนได้เซ่นไหว้ด้วยไก่และเหล้าขาวต่อแม่ย่านางประจำเรือของตนแล้ว พวกเขาก็จะเผาสมุนไพรชนิดหนึ่งเพื่อขับไล่วิญญาณชั่วร้ายให้ออกไปจากอวน และนับจากนี้ไปการไล่ล่าก็จะเริ่มขึ้น

การจับปลาก็จะหมุนเวียนกันในแต่ละทีมของแต่ละประเทศทั้ง 2 โดยการจับฉลาก ทุกคนต่างก็รอให้ถึงรอบของตนอย่างกระตือรือร้นและทันทีที่ทีมไทยบ่ายหน้าออกไป เรือของฝ่ายลาวก็เตรียมพร้อมที่จะทะยานออกไปทันทีที่ถึงรอบของตน

กล่าวกันว่าโปรตีนที่ได้จากเนื้อของปลาบึกนี้เป็นอาหารบำรุงสมองได้ดีกว่าโปรตีนที่ได้จากสัตว์อื่นๆ และยังเชื่อกันอีกว่าใครก็ตามที่ได้ลิ้มรสของปลานี้แล้วจะทำให้อายุยืนและชาญฉลาด ดังนั้นปลาบึกจึงดูเหมือนว่าจะกลายเป็นอาหารจานโปรดและค่อนข้างแพง ซึ่งมีบริการในภัตตาคารทั้งในจังหวัดใกล้เคียงและกรุงเทพมหานคร แต่ละช่วงฤดูกาลชาวประมงของทั้ง 2 ประเทศ สามารถจับปลาบึกได้ประมาณ 25-30 ตัว

นอกจากนี้ฤดูกาลจับปลาบึกยังสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศผู้ซึ่งกระตือรือร้นที่จะดูเจ้าสัตว์ประหลาดน้ำจืดนี้อีกด้วย ตราบใดที่ปลาบึกยังไม่สูญพันธุ์ ฤดูกาลไล่ล่าก็จะยังคงมีการสืบทอดกันต่อๆ ไป โดยอนุชนรุ่นหลังของทั้ง 2 ประเทศ

วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2552

บท กลอนของเด็กอัฟริกัน ผู้ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมจาก UN ***

When I born, I black : เมื่อผมเกิด ผมผิว ดำ
When I grow up, I black : เมื่อผมโต ขึ้น ผมก็ยังผิวดำอยู่
When I go in Sun, I black : เมื่อผมอยู่ ใต้แสงแดด ผมก็คงยังผิวดำ
When I scared, I black : เมื่อผมกลัว ผม ก็ผิวดำ
When I sick, I black : เมื่อผมป่วย ผมก็ ยังผิวดำ
And when I die, I still black : และ เมื่อผมตาย ผมก็ยังคงผิวดำ
And you white fellow : และ คุณ...เพื่อนมนุษย์ผิวขาว
When you born, you pink : เมื่อแรกเกิด คุณมีผิวสีชมพู
When you grow up, you white : เมื่อคุณ โตขึ้น คุณมีผิวสีขาว
When you go in sun, you red : เมื่อคุณ อยู่ใต้แสงแดด คุณมีผิวสีแดง
When you cold, you blue : เมื่อคุณหนาว คุณมีผิวสีน้ำเงิน
When you scared, you yellow : เมื่อคุณกลัว คุณมีผิวสีเหลือง
When you sick, you green : เมื่อคุณป่วย คุณมีผิวสีเขียว
And when you die, you grey : เมื่อคุณตาย คุณมีผิวสีเทา
And you calling me colored?? : และคุณเรียกผมว่า คนผิวสี ??

วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เทคนิค การจำศัพท์ภาษาอังกฤษ ให้ขึ้นใจ


จัดศัพท์เป็นหมวดหมู่ เช่น คำที่มีความสัมพันธ์กัน หรือมีความหมายตรงข้ามกัน จะช่วยให้จำศัพท์ได้ง่ายขึ้น อาจจดบันทึกใส่สมุดที่พกพาได้ เพื่อความสะดวกเมื่อต้องหยิบมาท่องในเวลาว่าง

นำศัพท์มาใช้บ่อย ๆ ทำให้เกิดความเคยชิน จะจำได้แม่นยำขึ้น จากนั้นลองแต่งประโยคจากคำเหล่านั้น เพื่อฝึกการเรียบเรียงประโยค

จำศัพท์จากการออกเสียง อาทิ คำที่ออกเสียงคล้าย ๆ กัน นอกจากจะช่วยให้นึกถึงความหมายได้ง่ายแล้ว ยังได้รู้หลักการออกเสียงที่ถูกต้อง

ท่องศัพท์ทุกวัน อย่างน้อยวันละ 10 คำ และหมั่นทบทวนบ่อย ๆ ให้คุ้นเคย หากมีโอกาสสนทนากับคนพูดภาษาอังกฤษ ควรลองนำศัพท์ไปใช้ในสถานการณ์จริง ฝึกฟัง-อ่านภาษาอังกฤษจากข่าวหรือหนังสือต่าง ๆ
แล้วสังเกตหาศัพท์ที่เคยท่อง จะช่วยให้เข้าใจเรื่องราวโดยรวมของเรื่องที่อ่านได้เร็วขึ้น

อย่าลืม เจอฝรั่ง เข้าไปทักทายบ่อยๆ ก็เป็นการฝึกภาษาอังกฤษอีกแบบ :)

วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ความจริงของ "กำแพงเมืองจีน" ที่เราอาจไม่รู้


ความจริงของ "กำแพงเมืองจีน" ที่เราอาจไม่รู้




กำแพงเมืองจีน (จีนตัวเต็ม: 長城; จีนตัวย่อ: 长城; พินอิน: Chángchéng ฉางเฉิง) กำแพงเมืองจีนถูกสร้างขึ้นกว่า 2000 ปีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยของจิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิ์องค์แรกในประวัติศาสตร์จีน จุดประสงค์ก็เพื่อป้องกันการรุกรานจากชนเผ่าทางตอนเหนือ โดยมีการก่อสร้างเพิ่มเติมโดยกษัตริย์องค์ต่อมาอีกหลายพระองค์ จนสำเร็จในที่สุด กำแพงเมืองจีนถือเป็นงานก่อสร้างที่มหัศจรรย์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเท่าที่เคยมีมา





มีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกำแพงเมืองจีนที่หลายๆ คนยังไม่เคยทราบมาก่อน
1. เราไม่สามารถมองเห็นกำแพงเมืองจีนจากดวงจันทร์ ไม่มีสิ่งก่อสร้างที่สร้างโดยมนษย์ แม้แต่อย่างเดียวที่สามารถมองเห็นจากดวงจันทร์ ในระดับ low Earth orbit เราสามารถมองเห็นกำแพงเมืองจีนโดยใช้ radar การมองเห็นกำแพงเมืองจีนเป็นไปได้ยากเนื่องจาก สีของกำแพงเมืองจีนจะกลืนไปกับสีของธรรมชาติ ก็คือสีของดิน หิน




2. กำแพงเมืองจีนไม่ไช่กำแพงยาวตลอด ความจริงแล้วกำแพงเมืองจีน ถูกสร้างขึ้นในหลายยุคหลายสมัยกินเวลานับพันปี โดยเป็นการเชื่อมต่อกำแพงแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน จนเป็นแนวทอดยาวหลายพันกิโลเมตร




3. กำแพงเมืองจีนเป็นเสมือนสุสานของผู้ก่อสร้าง มีการบันทึกไว้ไว่า นักโทษจากสงครามและทาสกว่า 1 ล้านคนถูกใช้เป็นแรงงงานเพื่อก่อสร้างกำแพงเมืองจีน ซึ่งจำนวนมากเสียชีวิตลงเนื่องจากความเหน็ดเหนื่อย และความหิวโหย ซึ่งศพผู้เสียชีวิตก็จะถูกฝังอยู่ข้างใต้กำแพงนั่นเอง นานนับศตวรรษแล้ว ที่กำแพงเมืองจีนได้ชื่อว่าเป็นสุสานที่มีความยาวที่สุดในโลก เป็นที่กล่าวขานกันว่าทุกๆ หนึ่งฟุตของกำแพงเมืองจีนก็คือหนึ่งชีวิตของผู้ก่อสร้างกำแพง









4. ความยาวของกำแพงเมืองจีน จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครทราบความยาวที่แท้จริงของกำแพงเมืองจีน ในภาษาจีน จะเรียกกำแพงเมืองจีนว่า "กำแพงยาวหมื่นลี้" (หนึ่งลี้มีความยาวประมาณ 1/3 ไมล์) โดยคร่าวๆ กำแพงเมืองจีนมีความยาวประมาณ 4 พันไมล์ หรือ 6,350 กิโลเมตร ทอดผ่านทุ่งหญ้า ทะเลทราย และเทือกเขาสูง ความสูงของกำแพงคือ 7 เมตร และกว้าง 5 เมตร




5. การก่อสร้างกำแพงเมืองจีน ช่วยป้องกันการรุกรานได้หรือไม่ การเข้าครองอำนาจของมองโกล และแมนจู ทั้งสองครั้งเกิดขึ้นจากความอ่อนแอ ของราชวงศ์ที่ปกครองประเทศจีนในขณะนั้นๆ พวกเขาใช้โอกาสในขณะที่เกิดกบฎภายใน เข้ายึดครองประเทศจีน โดยมีการต่อต้านที่น้อยมาก






6. กำแพงเมืองจีนไม่ได้เป็นแค่กำแพง ทุกๆ300ถึง 500 หลา จะมีฐานบัญชาการเพื่อใช้สับเปลี่ยนเวรยามและใช้เป็นจุดสังเกตการณ์ีนี้้ยังมีหอสังเกตการณ์กว่า 1 หมื่นแห่ง




7. กำแพงเมืองจีนเป็นเส้นทางคมนาคม ในระยะแรก ประโยชน์ของกำแพงเมืองจีนก็คือ มันช่วยให้การคมนาคมและขนส่งในเส้นทางทุรกันดาร เช่นตามเทือกเขาเป็นไปอย่างสะดวกยิ่งขี้น




8. กำแพงเมืองจีนสร้างขึ้นโดยใช้อะไรเป็นส่วนประกอบ ก่อนที่จะมีการใช้อิฐในการก่อสร้าง กำแพงเมืองจีนถูกสร้างขึ้น โดยใช้หิน ดิน และไม้ บางครั้งมีการแพ็คดินไว้ระหว่างไม้แผ่นใหญ่ และมัดไว้ด้วยกันโดยเสื่อทอ บริเวณใกล้กรุงปักกิ่ง กำแพงเมืองจีนถูกสร้างโดยใช้หินอ่อน ในบางสถานที่กำแพงถูกสร้างโดยใช้หินแกรนิต บางแห่งก็ใช้ดินเผา ทางตะวันตกของจีน กำแพงถูกสร้างโดยใช้โคลน ทำให้ชำรุดได้ง่ายกว่ากำแพงเมืองจีนที่เราเห็นกันทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ถูกสร้างในราชวงศ์หมิง โดยใช้วัตถุที่ทนทานกว่าเช่นหิน







9. สภาพของกำแพงเมืองจีนในขณะนี้ รายงานผลการสำรวจของนักอนุรักษ์เมื่อปี 2004 กล่าวว่า ขณะนี้ กำแพงเมืองจีนที่ยาว 6,350 กิโลเมตร เหลือให้เห็นเพียง 1/3 เท่านั้น และกำลังสั้นลงเรื่อยๆ ปัญหาเกิดขึ้นเนื่องจากการขาดการดูแลและอนุรักษ์ โดยเฉพาะจากชาวไร่ชาวนาซึ่งอาศัยอยู่ใกล้กำแพงเมืองจีน ไม่สนใจ ประกาศของรัฐบาลที่กำหนดให้กำแพงเมืองจีนเป็นสมบัติของชาติ









วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

วิถีการกินของชาวสเปน ที่มีเอกลักษณ์แถมอร่อยซะจริงๆ





Topic วันนี้จะเป็นเรื่อง "วัฒนธรรมการกินของชาวสเปน" ซึ่งเพื่อนสาวคนนี้ได้ไปเป็น นักเรียนแลกเปลี่ยน AFS ที่แคว้น Catalunya (กาตาลูญา) เมือง Barcelona (บาร์เซโลน่า) แต่เท่าที่ฟังคนอื่นเล่าก็ปรากฏว่า เมืองอื่นๆ ก็มีวัฒนธรรมการกินแบบนี้เหมือนกัน




- โดยในตอนเช้า ช่วงเวลาก่อนไปเรียนหนังสือหรือออกไปทำงาน ชาวสเปนมักจะทานอะไรที่สะดวก ง่ายๆ เช่น ถ้าเป็นผู้ใหญ่ จะทานกาแฟ น้ำผลไม้กับขนมปังครัวซองต์ แต่ถ้าเป็นเด็ก จะทานนมกับคอนเฟลกซ์หรือขนมปัง จะเห็นได้ว่า มักทานอะไรกันที่เบาๆ ไม่หนักมาก การทานอาหารมื้อหนักๆ ในช่วงเช้าจะไม่มีให้เห็นเลย




- ในตอนกลางวัน มื้อกลางวันของชาวสเปนจะอยู่ในช่วงเวลาประมาณ 14.00 - 15.00 (ช้ามากมาย หิวบรมหิว) ซึ่งในมื้อนี้จะเป็นอาหารที่ทานหนักและมากที่สุดของชาวสเปน ถ้าเป็นตามโรงเรียนต่างๆ เวลา 11.00 จะอนุญาตให้นักเรียนพักทานแซนวิชที่เตรียมมาจากบ้านเป็นการรองท้อง (ไม่งั้นท้องร้องกันสนั่น) และจากนั้น ทางโรงเรียนจะอนุญาตให้นักเรียนกลับบ้านไปทานอาหารกลางวันกันที่บ้าน และจะกลับมาเรียนอีกทีในช่วงเวลา 15.30 - 17.00 แต่สำหรับเด็กที่บ้านอยู่ไกลโรงเรียน ทางโรงเรียนก็จะมีบริการจัดอาหารกลางวันให้ทานกันที่โรงเรียน ซึ่งอาหารกลางวันนั้นจะเน้นเนื้อสัตว์ และแป้ง (จำพวกข้าว เส้นพาสต้า มันฝรั่ง)




- มื้อเย็น จะทานกันในช่วงเวลา 20.00 - 21.00 (ช้ามากๆ) ซึ่งการทานในมื้อเย็นจะไม่หนักเท่ามื้อกลางวัน แต่จะใช้เวลาทานค่อนข้างนาน เนื่องจากเป็นมื้อที่สมาชิกในครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน ซึ่งมักจะทานกันไปเรื่อยๆ จนถึง 22.00 อาหารที่ทานก็จะเป็นอาหารเบาๆ เช่น ซุปต่างๆ ไข่เจียว โดยจะทานเคียงกับขนมปังเป็นหลัก ซึ่งหลังจากทานเสร็จนั้น ก็จะเข้านอนกันทันที










มาดูอาหารประจำชาติสเปนบ้างดีกว่า



1. ข้าวผัดสเปน (Paella)เป็นอาหารสเปนชนิดหนึ่ง หน้าตาเหมือนข้าวผัดบ้านเรา แต่วิธีทำจะซับซ้อนและยุ่งยากกว่ามาก จะผัดโดยใส่อาหารทะเลต่างๆ หรือว่าไก่ หมูก็ได้แล้วแต่สะดวก แต่ส่วนประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้เลย คือ Saffron (หญ้าฝรั่น) ที่จะให้กลิ่นหอมเฉพาะ โดยทั่วไปจะทำอาหารชนิดนี้เฉพาะเวลามีโอกาสสำคัญเท่านั้น



2. ไข่เจียวสเปน (La Tortilla de Patatas)ไข่เจียวสเปน คือไข่เจียวที่ใส่มันฝรั่งและหอมหัวใหญ่บดนั่นเอง โดยเมื่อทำเสร็จจะมีความหนาประมาณครึ่งนิ้ว หน้าตาคล้ายๆ ขนมเค้กมันฝรั่งทอด ซึ่งจะทานเคียงกับขนมปังราดน้ำมันมะกอก




3. แฮมเค็ม (Jamón Serrano หรือ Jamón Iberico) เป็นแฮมสดที่ตัดเอาส่วนขาของหมู พอกเกลือ แล้วนำไปแขวนไว้ในถ้ำหรือโรงนาเป็นระยะเวลาหนึ่ง จากนั้นนำออกขายทั้งขาหรือแล่เป็นแผ่นๆ ทานเคียงกับขนมปังราดน้ำมันมะกอก โดยถ้าเป็น Jamón Iberico จะทำมาจากหมูดำ ซึ่งมีราคาแพงกว่า Jamón Serrano




วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

วันชาติสหรัฐอเมริกา




วันชาติสหรัฐอเมริกา



4 กรกฎาคม พ.ศ. 2319 วันชาติสหรัฐอเมริกา (Independence Day) โดยอาณานิคมของสหราชอาณาจักร 13 แห่งในดินแดนอเมริกาได้ออก "คำประกาศเอกราชจากสหราชอาณาจักร" (Declaration of Independence) ต่ออังกฤษ ก่อให้เกิดประเทศใหม่ชื่อว่า "สหรัฐอเมริกา" (United State of America) ขึ้น ผู้ร่างคำประกาศดังกล่าวคือ โธมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) ซึ่งต่อมาได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 3 ของประเทศ คำประกาศดังกล่าวได้กลายเป็นพื้นฐานระบอบประชาธิปไตยของประเทศนี้
ดินแดนแถบนี้ได้มีชาวอเมริกันพื้นเมือง หรือ "อินเดียนแดง" (Indian) อพยพมาจากทวีปเอเชียเมื่อกว่า 25,000 ปีมาแล้ว จากนั้น นักสำรวจชาวสเปนได้เดินเรือมาสำรวจทางภาคใต้และตะวันตกเมื่อต้นศตวรรษที่ 16 ในปี 2150 ชาวอังกฤษกลุ่มแรกได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่เมือง เจมส์ทาวน์ (Jamestown) จากนั้นชาวยุโรปกลุ่มอื่น ๆ ได้อพยพตามเข้ามาพร้อมกับนำทาสผิวดำจากแอฟริกาเข้ามาด้วย แล้วขยายออกไปทางด้านตะวันตกอย่างรวดเร็ว โดยการขับไล่ชาวอินเดียนแดงให้ถอยร่นออกไป หลังจากประกาศอิสรภาพแล้วก็ได้เกิด สงครามกลางเมือง (American Civil War) ขึ้นในปี 2319-2326 ระหว่างรัฐฝ่ายใต้ทั้ง 13 รัฐที่ต้องการเอกราช กับ 21 รัฐฝ่ายเหนือที่อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ หลังจากชัยชนะของฝ่ายใต้ อังกฤษจึงยอมรับประเทศใหม่นี้ จากนั้นสหรัฐอเมริกาก็แผ่ขยายอาณาเขตของตนเองจนมีขนาดใหญ่กว่าเดิมถึงกว่า 4 เท่าตัว ประกาศรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2330 ซึ่งยังคงใช้มาจนปัจจุบัน เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเติบโตอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นประเทศมหาอำนาจที่มีอำนาจทางการเงินและการทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบัน ประเทศสหรัฐอเมริกามีพื้นที่ทั้งหมด 9,631,418 ตารางกิโลเมตร ใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของโลก รองจากรัสเซีย แคนาดา และจีน เมืองหลวงคือวอชิงตัน, ดี.ซี. (Warshing, D.C.) มีพื้นที่ทั้งหมด 9,631,418 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยมลรัฐ (State) 50 มลรัฐ แต่ละรัฐจะรับผิดชอบในการออกกฎหมายของตนเอง ปกครองในรูปแบบ สหพันธรัฐ (Federal Republic) ปกครองในระบอบประชาธิปไตยเสรี โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขและเป็นหัวหน้ารัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญ มีประชากรทั้งหมดประมาณ 300 ล้านคน (พ.ศ. 2550) ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ หน่วยเงินตราดอลลาร์สหรัฐ (USD หรือ $ )

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552

กินยังไงไม่ให้ง่วงหลังมื้อเที่ยง




... "อาหารเที่ยง" ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่อาหารมื้อแรกของวัน แต่เราก็ให้ความสำคัญกับอาหารมื้อเที่ยงกันไม่น้อยเลยใช่ไหมล่ะคะ แน่นอนล่ะค่ะว่าพอถึงเวลาอาหารเที่ยงปุ๊บ ส่วนใหญ่เราก็จะต้องรีบไปหาอะไรอร่อยๆ กินกัน แถมบางครั้งไม่ใช่แค่กินอาหารหนักอย่างเดียวนะคะ ยังหาขนมจุกจิกกินอีกตั้งหาก \(^v^)/
และหลังจากที่อิ่มแปล้จากมื้อเที่ยงแล้วเราก็จะต้องเผชิญกับอาการ "หนังท้องตึง หนังตาหย่อน" ... ความรู้สึกขี้เกียจ เซื่องซึม สลบไสล เฉี่อยชา ก็เข้ามาเยือน ทำเอาหลายคนอย่างจะเล่นเกมซ่อนตาดำกันเลยทีเดียว





>..< กินอาหารเช้าภายใน 1 ชั่วโมงแรกหลังจากตื่นนอน ที่ต้องทำอย่างนั้นก็เพราะว่าอาหารเช้าที่ดีจะช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดมีความสมดุลไปตลอดวัน แถมด้วยอาหารประเภทโปรตีนไขมันต่ำ (เช่น ไข่ นมสักแก้ว โยเกิร์ต กับขนมปังธัญพืชปิ้งสักแผ่น) ปริมาณเล็กน้อยในตอนเช้า และทุกมื้อระหว่างวัน เพราะจะให้พลังงานได้ยาวนานค่ะ
>..< กินอาหารเที่ยงให้พลังงานสูง เป็นอาหารที่ประกอบด้วยโปรตีน และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ซึ่งโปรตีนจะกระตุ้นสารในสมองคือ catecholamines ที่จะทำให้น้องๆ กระฉับกระเฉง ลองเลือกอาหารประเภทไก่ (ต้องทำให้สุกๆ ก่อนนะคะ -*-) อาหารทะเล เนื้อ เต้าหู้ ถั่วต่างๆ ผักต่างๆ และควรกินผลไม้เป็นอาหารเสริมด้วยนะคะ
>..< เลี่ยงสารกระตุ้นต่างๆ เช่น คาเฟอีน บุหรี่ เพราะเป็นตัวทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดแกว่งไกว แถมการดื่มกาแฟยังทำให้น้องๆ ปวดชิ้งฉ่องบ่อยๆ ซึ่งเป็นสาเหตุให้ร่างกายสูญเสียน้ำและระดับเกลือแร่อีกด้วยล่ะค่ะ
>..< ดื่มน้ำเปล่า เพราะน้ำเปล่าไม่มีแคลอรี ไม่มีไขมัน ไม่มีโคเลสเตอรอล แต่จะช่วยระบบการเผาผลาญไขมันและฟื้นชีวิตชีวาคืนพลังงานให้กับร่างกายด้วย นอกจากนี้น้ำยังช่วยควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย ลำเลียงออกซิเจน ฮอร์โมน สารอาหาร ภูมิต้านทาน และเพิ่มประสิทธิภาพของโปรตีนและเอนไซม์ที่จำเป็นต่ำระบบเมตาบอลิซึมด้วย
>..< ห้ามดื่มแอลกอฮอล์ เพราะนอกจากจะเป็นอบายมุขแล้วยังทำให้รู้สึกเซื่องซึม ด้วยเหตุผลมาจากการที่ร่างกายสูญเสียสารอาหาร โดยเฉพาะวิตามินบี (ไธอามีนและโพเลท) ซึ่งเป็นสารอาหารจำเป็นที่สมองต้องการ
>..< เลือกกินเมื่อรู้สึกหิวเท่านั้น ถ้าน้องๆ รู้สึกเพลียให้กินผลไม้หรืออาหารที่มีส่วนผสมของธัญพืชต่างๆ แทน การกินของขบเคี้ยวที่มีน้ำตาลจะทำให้รู้สึกกระชุ่มกระชวยเพียงชั่ววูบแล้วก็จะหมดแรงลงอย่างรวดเร็วค่ะ








>..< หลับตาสักงีบ ถ้าน้องๆ รู้สึกง่วงมากจริงๆ อย่าเลือกที่จะดื่มกาแฟนะคะ แต่ให้น้องๆ ลองหลับตาหรืองีบสัก 10-15 นาที ก็จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นมากค่ะ หรือถ้าแอบงีบไม่ได้ก็ให้ลุกไปเดินซัก 5 นาที ล้างหน้าล้างตาแล้วก็กลับมาเรียนต่อจะทำให้สดชื่นมากขึ้นค่ะ
>..< อยู่ห่างๆ อาหารไขมันสูง เช่น ชีส เนย มาการีน ครีม อาหารทอดทั้งหลาย เพราะจะมีแคลอรี่สูง ร่างกายต้องใช้พลังงานเผาผลาญมาก และจะทำให้น้องๆ รู้สึกเฉี่อยชา
>..< ลุกขึ้นเดินซัก 10 นาที เป็นทางที่ดีที่จะให้ร่างกายตื่นตัว เมื่อรู้สึกเหนื่อยจนเอนเดอร์ฟินหลั่งในระดับสูง ก็จะช่วยให้อัตราการเผาผลาญของร่างกายมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย ซึ่งก็จะช่วยฟื้นพลังงานให้น้องๆ ด้วยล่ะค่ะ ลองง่ายๆ เดินไปเข้าห้องน้ำซัก 10 นาที แล้วลองยืดกล้ามเนื้อ บิดบริหารร่างกายสักครู่ก็จะช่วยเพิ่มความตื่นตัว ได้พอควรเลย